Medical

Merck Awarded its First CRISPR Patent by Australian Patent Office

posted on 16 Jun 2017 14:12 by pressrelease in Medical

.


- Patent covers successful integration of an external DNA sequence into the chromosome of eukaryotic cells using CRISPR

- Similar patents pending in other countries; anticipate favorable outcomes

, a leading science and technology company, today announced that the Australian Patent Office has granted the company patent rights over the use of CRISPR in a genomic integration method for eukaryotic cells.

The patent is the first that Merck, a leader in genome editing, has received for CRISPR technology. The patent covers chromosomal integration, or cutting of the chromosomal sequence of eukaryotic cells (such as mammalian and plant cells ) and insertion of an external or donor DNA sequence into those cells using CRISPR.

"Merck has developed an incredible tool to give scientists the ability to find new treatments and cures for conditions for which there are limited options, including cancer, rare diseases and chronic conditions, such as diabetes," said Udit Batra, Member of the Merck Executive Board and CEO, Life Science . "This patent decision recognizes our expertise in CRISPR technology—a body of knowledge that we are committed to grow."

Merck has patent filings for its insertion CRISPR method in Brazil, Canada, China, Europe, India, Israel, Japan, Singapore, South Korea and the U.S.

CRISPR genome-editing technology, which allows the precise modification of chromosomes in living cells, is advancing treatment options for some of the toughest medical conditions faced today. CRISPR applications are far-ranging—from identifying genes associated with cancer and rare diseases to reversing mutations that cause blindness.

Merck has a 14-year history in the genome-editing field. It was the first company to offer custom biomolecules for genome editing globally (TargeTron(TM) RNA-guided group II introns and CompoZr(TM) zinc finger nucleases), driving adoption of these techniques by researchers all over the world. Merck was also the first company to manufacture arrayed CRISPR libraries covering the entire human genome, accelerating cures for diseases by allowing scientists to explore more questions about root causes.

With Merck's CRISPR genomic integration technology, scientists can replace a disease-associated mutation with a beneficial or functional sequence, a method important for creation of disease models and gene therapy. Additionally, scientists can use the method to insert transgenes that label endogenous proteins for visual tracking within cells.

In May 2017, Merck announced that it had developed an alternative CRISPR genome-editing method called proxy-CRISPR. Unlike other systems, Merck's proxy-CRISPR technique can cut previously unreachable cell locations, making CRISPR more efficient, flexible and specific, and giving researchers more experimental options. Merck has filed several patent applications on its proxy-CRISPR technology, and those applications are just the latest of multiple CRISPR patent filings made by the company since 2012.

In addition to basic gene-editing research, Merck supports development of gene- and cell-based therapeutics and manufactures viral vectors. In 2016, Merck launched a genome-editing initiative aimed at advancing research in novel modalities—from genome editing to gene medicine manufacturing— through a dedicated team and enhanced resources, further solidifying the company's commitment to the field.

All Merck news releases are distributed by email at the same time they become available on the Merck website. Please go to www.merckgroup.com/subscribe to register online, change your selection or discontinue this service.

About Merck

Merck is a leading science and technology company in healthcare, life science and performance materials. Around 50,000 employees work to further develop technologies that improve and enhance life – from biopharmaceutical therapies to treat cancer or multiple sclerosis, cutting-edge systems for scientific research and production, to liquid crystals for smartphones and LCD televisions. In 2016, Merck generated sales of EUR15 billion in 66 countries.

Founded in 1668, Merck is the world's oldest pharmaceutical and chemical company. The founding family remains the majority owner of the publicly listed corporate group. Merck holds the global rights to the "Merck" name and brand. The only exceptions are the United States and Canada, where the company operates as EMD Serono, MilliporeSigma and EMD Performance Materials.

Photo - https://mma.prnewswire.com/media/522938/Merck_CRISPR_Patent.jpg

ในการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์ครั้งที่ 77 ของสมาคมโรคเบาหวานแห่งอเมริกาสัปดาห์นี้ ได้มีการนำเสนอข้อมูลจากการวิจัย 3 โครงการ ซึ่งประเมินความแม่นยำและประสิทธิภาพการวิเคราะห์ของระบบวัดระดับน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือด (BGMS) และระบบวัดระดับน้ำตาลกลูโคสอย่างต่อเนื่อง (CGM) โดยโปสเตอร์นำเสนอผลงานวิจัย 2 โครงการที่ริเริ่มโดยผู้วิจัยเอง (Investigator initiated studies) แสดงให้เห็นถึงข้อมูลความแม่นยำของ BGMS ประเภทต่างๆ ขณะที่โปสเตอร์จากการวิจัยอีกโครงการซึ่งนำเสนอโดย Ascensia ได้แสดงให้เห็นถึงกลวิธีใหม่ในการประเมินประสิทธิภาพด้านการวิเคราะห์ของระบบ CGM ทั้งนี้ การประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์ครั้งที่ 77 ของสมาคมโรคเบาหวานแห่งอเมริกา จัดขึ้นในเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ระหว่างวันที่ 9-13 มิถุนายน 2560

ผู้นำโครงการวิจัยที่ริเริ่มโดยผู้วิจัยเองดังที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น ได้แก่ ดร.กุยโด เฟรคมันน์ (Institut fuer Diabetes-Technologie Forschungs- und Entwicklungsgesellschaft mbH) ซึ่งได้นำเสนอโปสเตอร์ 2 ฉบับ (117-LB และ 915-P) ฉบับแรกได้แสดงให้เห็นถึงผลการประเมินระบบ BGMS 5 ประเภท รวมถึงระบบ CONTOUR(R)NEXT ONE โดยอาศัยเกณฑ์ความแม่นยำ ISO 15197:2013 (ผลวัดระดับ 95% หรือมากกว่าจำเป็นต้องอยู่ในกรอบ ?15 mg/dL หรือ ?15% ที่ระดับความเข้มข้นของกลูโคส <100 mg/dL หรือ ? 100 mg/dL ตามลำดับ และผลวัดระดับ 99% หรือมากกว่าจำเป็นต้องอยู่ใน Zone A และ Zone B ของ Consensus Error Grid สำหรับโรคเบาหวานชนิดที่ 1)[1] ส่วนโปสเตอร์อีกฉบับนำเสนอผลการประเมิน BGMS 4 ประเภท รวมถึงระบบ CONTOUR(R)PLUS ONE โดยอาศัยเกณฑ์ ISO 15197:2013 แบบเดียวกัน[2] การวิจัยทั้ง 2 โครงการรวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยโรคเบาหวาน 100 รายที่ยังไม่เคยใช้ BGMS มาก่อน ผู้ป่วยในการวิจัยแต่ละโครงการได้ทำการวัดระดับด้วยตนเอง โดยมีการนำค่าวัดผลที่ได้ไปเปรียบเทียบกับวิธีวิเคราะห์อ้างอิง การวิจัยเหล่านี้พบว่า ทั้งระบบ CONTOUR(R)NEXT ONE และ CONTOUR(R)PLUS ONE ที่ควบคุมโดยผู้ใช้งานทั่วไปนั้นต่างแสดงให้เห็นถึงความแม่นยำในระดับสูง

สำหรับการวิจัยที่มี CONTOUR(R)NEXT ONE BGMS ร่วมด้วยนั้น พบว่า BGMS จำนวน 4 ประเภทจากที่ประเมินทั้งหมด 5 ประเภท มีศักยภาพที่สอดคล้องกับเกณฑ์ ISO 15197:2013 แต่มีข้อแตกต่างในเรื่องของเปอร์เซ็นต์ความแม่นยำ โดยผลลัพธ์ 100% จาก CONTOUR(R)NEXT ONE BGMS ที่ควบคุมโดยผู้ใช้งานทั่วไปนั้นอยู่ในเกณฑ์ความแม่นยำ ISO 15197:2013 ที่ได้รับการยอมรับ ขณะที่สัดส่วนเปอร์เซ็นต์ที่ตรงตามเกณฑ์ความแม่นยำเหล่านี้ตามที่พบในระบบอื่นๆในการวิจัย ได้แก่ 96% สำหรับ Accu-Chek(R) Aviva Connect, 95% สำหรับ FreeStyle(R) Freedom Lite, 95% สำหรับ GlucoMen(R) Areo และ 93% สำหรับ OneTouch(R) Verio ทั้งนี้ การประเมินแต่ละระบบไม่พบผลลัพธ์ที่ไม่ได้รับการยอมรับในทางคลินิก

ส่วนในการวิจัยที่มี CONTOUR(R)PLUS ONE BGMS รวมอยู่ด้วย ปรากฏว่า BGMS จำนวน 3 ประเภทจากที่ประเมินทั้งหมด 4 ประเภท มีศักยภาพที่สอดคล้องกับเกณฑ์ ISO 15197:2013 เช่นกัน โดยผลลัพธ์ 100% จาก CONTOUR(R)PLUS ONE BGMS ที่ควบคุมโดยผู้ใช้งานทั่วไปนั้นอยู่ในเกณฑ์ความแม่นยำ ISO 15197:2013 ที่ได้รับการยอมรับ ขณะที่ผลลัพธ์ 99% อยู่ในเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นอีกขั้น ได้แก่ ?10 mg/dL และ ?10% ที่ระดับความเข้มข้นของกลูโคส<100 mg/dL และ ?100 mg/dL ตามลำดับ สัดส่วนเปอร์เซ็นต์ที่ตรงตามเกณฑ์ความแม่นยำ ISO 15197:2013 ตามที่พบในระบบอื่นๆในการวิจัย ได้แก่ 96% สำหรับ Accu-Chek(R) Performa Connect, 98% สำหรับ FreeStyle(R) Optium Neo และ 92% สำหรับ OneTouch(R) Select Plus ทั้งนี้ ผลลัพธ์จากการประเมินทุกระบบล้วนได้รับการยอมรับทางคลินิก

ดร.เฟรคมันน์ กล่าวว่า "ความแม่นยำของระบบวัดระดับน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดยังคงเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยควรมีความรู้สึกเชื่อมั่นต่อค่าวัดผลที่ได้ เพื่อให้ตัดสินใจจัดการดูแลสุขภาพของตนได้อย่างถูกต้อง โดยระบบวัดระดับน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดจำเป็นต้องใช้งานง่ายและมีการออกแบบที่ช่วยป้องกันความผิดพลาด เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้นั้นมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะควบคุมโดยผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์"

Ascensia Diabetes Care Germany GmbH เป็นผู้ให้เงินทุนสนับสนุนโครงการวิจัยที่ริเริ่มโดยนักวิจัย และเป็นผู้สนับสนุนการเขียนรายงานผลงานวิจัยดังกล่าวด้วย

สำหรับโครงการวิจัยด้านระเบียบวิธีที่นำเสนอโดย ปาร์โดและคณะ[3] นั้น โปสเตอร์ฉบับนี้นำเสนอว่า การคำนวณความน่าจะเป็นของความผิดพลาด ประกอบกับโมเดลการแจกแจงแบบแกมมา อาจนำไปใช้ต่อยอด MARD เพื่อเป็นเครื่องมือที่ให้ข้อมูลได้มากขึ้น ในการประเมินความแม่นยำและประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ของระบบ CGM

ระบบ CONTOUR(R) NEXT ONE วางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศในยุโรปที่มีการวางจำหน่ายแถบทดสอบ CONTOUR(R)NEXT ส่วนระบบ CONTOUR(R)PLUS ONE เปิดตัวในบางประเทศที่มีการวางจำหน่ายแถบทดสอบ CONTOUR(R)PLUS ทั้ง 2 ระบบได้รับการออกแบบให้รองรับการเชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยี Bluetooth(R) เข้ากับแอพ CONTOUR(TM) DIABETES ซึ่งเปิดให้ดาวน์โหลดแล้วผ่าน Apple App Store (iOS) และ Google Play (Android)

เกี่ยวกับ Ascensia Diabetes Care

Ascensia Diabetes Care เป็นบริษัทระดับโลกที่เชี่ยวชาญด้านการจัดการโรคเบาหวาน โดยอุทิศตนเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถอยู่ร่วมกับโรคเบาหวานได้ ภารกิจของเราคือการมอบโซลูชั่นที่ทันสมัยเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถจัดการกับโรคเบาหวาน ทำให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้นและดีขึ้นกว่าเดิม เราได้ใช้นวัตกรรมและความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคเบาหวานในการพัฒนาโซลูชั่นและเครืองมือคุณภาพสูง เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านบวกในชีวิตประจำวันของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

บริษัทของเราเป็นผู้คิดค้นระบบวัดระดับน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือด CONTOUR(R) ที่ผสานเทคโนโลยีขั้นสูงกับฟังก์ชั่นที่ใช้งานง่าย เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถจัดการกับโรคเบาหวานได้ ขณะเดียวกัน เรายังคงเดินหน้าทำการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ รวมถึงโซลูชั่นใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เรายังเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้ในแวดวงโรคเบาหวาน โดยเราได้ร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและพันธมิตรรายอื่นๆ ในการรับประกันว่าผลิตภัณฑ์ของเราได้มาตรฐานสูงสุดทั้งในด้านความแม่นยำ ความเที่ยงตรง และความน่าเชื่อถือ ทั้งยังรับประกันว่าเราประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

Ascensia Diabete Care ก่อตั้งขึ้นในปี 2559 จากการขายกิจการของ Bayer Diabetes Care ให้แก่ Panasonic Healthcare Holdings Co., Ltd ผลิตภัณฑ์ของเราวางจำหน่ายในกว่า 125 ประเทศทั่วโลก Ascensia Diabetes Care มีพนักงานรวมประมาณ 1,700 คน และดำเนินงานใน 33 ประเทศ

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของ Ascensia Diabetes Care ที่: http://www.ascensia.com

(c) 2016 Ascensia Diabetes Care. Ascensia และ Contour เป็นเครื่องหมายการค้า และ/หรือ เครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Ascensia Diabetes Care สำหรับเครื่องหมายคำและโลโก้ Bluetooth เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Bluetooth SIG, Inc. โดยการใช้เครื่องหมายใดๆในที่นี้เป็นไปตามใบอนุญาต ชื่อและเครื่องหมายการค้าของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทที่เป็นเจ้าของ

1. Freckmann, G. et al. (2017, June) Performance evaluation of five blood glucose monitoring systems in the hands of intended lay-users following ISO 15197:2013. Poster presented at the American Diabetes Association's 77th Scientific Sessions San Diego, CA.

2. Freckmann, G. et al. (2017, June) Performance evaluation of four blood glucose monitoring systems in the hands of intended lay-users following ISO 15197:2013. Poster presented at the American Diabetes Association's 77th Scientific Sessions San Diego, CA.

3. Pardo S. et al. (2017, June) A New Method to Evaluate Analytic Performance of CGM Devices. Poster presented at the American Diabetes Association's 77th Scientific Sessions San Diego, CA.

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:
Joseph Delahunty, VP, Global Head of Communications
Ascensia Diabetes Care
อีเมล: joseph.delahunty@ascensia.com
โทร: +41-61-560-8760

ที่มา: Ascensia Diabetes Care

This week at the American Diabetes Association 77th Scientific Sessions, data were presented from three studies that assessed the accuracy and analytical performance of blood glucose monitoring systems (BGMS) and continuous glucose monitoring (CGM) systems. Posters from two investigator initiated studies presented the accuracy data of various BGMS, while another poster, presented by Ascensia, described a new method for evaluating the analytical performance of CGM systems. The American Diabetes Association's 77th Scientific Sessions are taking place in San Diego, California from June 9-13, 2017.

The lead investigator for the above mentioned investigator initiated studies, Dr. Guido Freckmann (Institut fuer Diabetes-Technologie Forschungs- und Entwicklungsgesellschaft mbH), presented two posters (117-LB and 915-P). One of these posters presented an evaluation of five BGMSs, including the CONTOUR(R)NEXT ONE system, by applying the ISO 15197:2013 accuracy criteria (95% or more test results must fall within plus or minus15 mg/dL or plus or minus15% at glucose concentrations <100 mg/dL or greater than or equal to 100 mg/dL respectively, and 99% or more of test results must fall within Zones A and B of the Consensus Error Grid for Type 1 diabetes).[1] The other poster presented an evaluation of four BGMSs, including the CONTOUR(R)PLUS ONE system, using the same ISO 15197:2013 accuracy criteria.[2] In both studies the data were obtained from 100 people with diabetes who had not used their assigned BGMS before. In each study, the subjects performed their own measurements and their readings were compared to a reference method. In these studies, both the CONTOUR(R)NEXT ONE and CONTOUR(R)PLUS ONE systems were shown to be highly accurate in the hands of lay-users.

In the study that included the CONTOUR(R)NEXT ONE BGMS, four of the five BGMS fulfilled the user performance criteria of ISO 15197:2013, but differences were observed in the percentages of results within the accuracy limit. 100% of results for the CONTOUR(R) NEXT ONE BGMS in the hands of lay-users fell within the accepted ISO 15197:2013 accuracy criteria. The percentages of test results that fell within these accuracy criteria for the other systems in the study were 96% for the Accu-Chek(R) Aviva Connect, 95% for the FreeStyle(R) Freedom Lite, 95% for the GlucoMen(R) Areo and 93% for the OneTouch(R) Verio. None of the results provided by each system was found to be clinically unacceptable.

In the study that included the CONTOUR(R)PLUS ONE BGMS, three of the four BGMS fulfilled the user performance criteria of ISO 15197:2013. 100% of results for the CONTOUR (R)PLUS ONE BGMS in the hands of lay-users fell within the accepted ISO 15197:2013 accuracy criteria and 99% were within the stricter criteria of plus or minus10 mg/dL and plus or minus10% for glucose concentrations <100 mg/dL and greater than or equal to100 mg/dL, respectively. The percentages of test results that fell within the ISO 15197:2013 accuracy criteria for the other systems in the study were 96% for the Accu-Chek(R) Performa Connect, 98% for the FreeStyle(R) Optium Neo and 92% OneTouch(R) Select Plus. All results provided by all systems were found to be clinically acceptable.

Dr. Freckmann noted that "The accuracy of blood glucose monitoring systems continues to be critical for people with diabetes. They must be able to trust the readings they receive to enable them to make the correct decisions for the management of their condition. To achieve comparable performance in the hands of people with diabetes and healthcare professionals, blood glucose monitoring systems should be easy to use and resistant to errors."

Funding for the investigator initiated studies and support for writing were provided by Ascensia Diabetes Care Germany GmbH.

As for the methodological study presented by Pardo et al.[3], this poster showed that an error probability calculation, facilitated by the gamma distribution model, may be used in addition to MARD to provide a more informative tool for assessing the accuracy and analytical performance of CGM systems.

The CONTOUR(R) NEXT ONE system is available in the U.S. and various European countries where the CONTOUR(R)NEXT test strips are available. The CONTOUR(R)PLUS ONE system has been launched in selected countries where the CONTOUR(R)PLUS test strips are available. Both systems are designed to connect via Bluetooth(R) technology to the CONTOUR(TM) DIABETES app, which is available for download from the Apple App Store (iOS) and Google Play (Android).

About Ascensia Diabetes Care

Ascensia Diabetes Care is a global specialist diabetes care company, dedicated to helping people living with diabetes. Our mission is to empower people living with diabetes through innovative solutions that simplify and improve their lives. We use our innovation and specialist expertise in diabetes to develop high quality solutions and tools that make a positive, daily difference for people with diabetes.

Home to the world renowned CONTOUR(R) portfolio of blood glucose monitoring systems, our products combine advanced technology with user-friendly functionality that help people with diabetes to manage their condition. We are committed to continued research, innovation and development of new products and solutions. As a trusted partner in the diabetes community, we collaborate closely with healthcare professionals and other partners to ensure our products meet the highest standards of accuracy, precision and reliability, and that we conduct our business compliantly and with integrity.

Ascensia Diabetes Care was established in 2016 through the sale of Bayer Diabetes Care to Panasonic Healthcare Holdings Co., Ltd. Ascensia Diabetes Care products are sold in more than 125 countries. Ascensia Diabetes Care has around 1,700 employees and operations in 33 countries.

For further information, please visit the Ascensia Diabetes Care website at: http://www.ascensia.com .

(c) 2016 Ascensia Diabetes Care. Ascensia and Contour are trademarks and/or registered trademarks of Ascensia Diabetes Care. The Bluetooth word mark and logos are registered trademarks owned by Bluetooth SIG, Inc., and any use of such marks herein is under license. All product names and trademarks are the property of their respective owners.

1. Freckmann, G. et al. (2017, June) Performance evaluation of five blood glucose monitoring systems in the hands of intended lay-users following ISO 15197:2013. Poster presented at the American Diabetes Association's 77th Scientific Sessions San Diego, CA.

2. Freckmann, G. et al. (2017, June) Performance evaluation of four blood glucose monitoring systems in the hands of intended lay-users following ISO 15197:2013. Poster presented at the American Diabetes Association's 77th Scientific Sessions San Diego, CA.

3. Pardo S. et al. (2017, June) A New Method to Evaluate Analytic Performance of CGM Devices. Poster presented at the American Diabetes Association's 77th Scientific Sessions San Diego, CA.

For more information, please contact:
Joseph Delahunty, VP, Global Head of Communications
Ascensia Diabetes Care
E-mail: joseph.delahunty@ascensia.com
Phone: +41-61-560-8760

Source: Ascensia Diabetes Care