อิทธิพลของโครงการ Belt and Road ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาของรัฐบาลจีนที่มุ่งกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดแนวเส้นทางสายไหมทางบกและทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21 สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนในงานแคนตันแฟร์ (Canton Fair) ครั้งที่ 121 เพราะมีผู้เข้าร่วมงานเกือบ 90,000 รายที่มาจากประเทศตามแนวเส้นทางสายไหม หรือมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของผู้เข้าร่วมงานทั้งหมด

ขณะเดียวกัน จำนวนผู้ซื้อจากประเทศเหล่านี้เติบโตขึ้นถึง 8.55% เมื่อเทียบเป็นรายปี และมีมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 9 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 4.8% เมื่อเทียบเป็นรายปี

Belt and Road มอบโอกาสใหม่ๆให้แก่บริษัททั่วโลก

สิงคโปร์ เมียนมา และมาเลเซีย คือ 3 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากทั้งหมด 11 ประเทศที่ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วย Belt and Road กับประเทศจีน โดยมาเลเซียเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดในการร่วมมือกับจีน

จำนวนผู้ซื้อจากมาเลเซียที่เข้าร่วมงานแคนตันแฟร์เพิ่มขึ้น 5.6% ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ผู้ซื้อจากเมียนมาและสิงคโปร์เพิ่มขึ้น 30.8% และ 8.2% ตามลำดับ

นับตั้งแต่ที่มีการเปิดตัวโครงการ Belt and Road เมื่อปี 2558 บริษัทเอกชนจากประเทศเหล่านี้ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจถึง 15 ฉบับ ทั้งในด้านการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การก่อสร้าง การเงิน อีคอมเมิร์ซ การผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ การก่อสร้างท่าเรือ ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ และการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล

เมื่อไม่นานมานี้ Liow Tiong Lai รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมาเลเซีย และประธานสมาคมชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน ได้เปิดเผยกับ China News Service ว่า โครงการ Belt and Road จะช่วยยกระดับความสามารถในการแข็งขันของมาเลเซียในตลาดโลก เนื่องจากจะช่วยกระตุ้นศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจของมาเลเซีย

ผู้ค้าจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ตามแนวเส้นทางสายไหม ได้แก่ เวียดนาม สิงคโปร์ เมียนมา ไทย และมาเลเซีย กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในงานแคนตันแฟร์ โดยในระหว่างช่วงที่ 1 และ 3 ของงานแคนตันแฟร์ครั้งนี้ พาวิลเลียนจัดแสดงสินค้านานาชาติได้รองรับผู้จัดแสดงสินค้ารวม 620 ราย จาก 42 ประเทศ และในจำนวนนี้มีบริษัทที่มาจากประเทศตามแนวเส้นทางสายไหมถึง 364 ราย

ประเทศตามแนวเส้นทางสายไหมเข้าร่วมงานแคนตันแฟร์กันมากขึ้น

ในงานแคนตันแฟร์ครั้งที่ 121 บรรดาบริษัทจากมาเลเซียได้นำเสนอผลิตภัณฑ์มากมายที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ตั้งแต่อาหารไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น กาแฟขาว ชาชัก เค้กทุเรียน และเครื่องดูดฝุ่น เป็นต้น

Hu Henry ตัวแทนผู้ร่วมจัดแสดงจากมาเลเซีย กล่าวว่า โครงการ Belt and Road ช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจและการค้าให้แก่ประเทศตามแนวเส้นทางสายไหม ทั้งยังช่วยส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงด้วย

Dato' Chong Chong Tik กรรมการผู้จัดการบริษัท ES Event Management จากมาเลเซีย กล่าวว่า งานแคนตันแฟร์ช่วยให้ผู้ค้าในมาเลเซียได้สำรวจตลาดจีน รวมถึงผลักดันสินค้ามาเลเซียไปทั่วโลกด้วย

แคนตันแฟร์ ซึ่งเป็นมหกรรมแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และเป็นงานใหญ่ที่สามารถชี้แนวโน้มอุตสาหกรรมการค้าโลก ได้ขานรับโครงการ Belt and Road และโปรโมทงานในกลุ่มประเทศตามแนวเส้นทางสายไหม ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศเหล่านี้ ปัจจุบัน สภาหอการค้าและสมาคมธุรกิจรวม 45 แห่ง จาก 32 ประเทศตามแนวเส้นทางสายไหม ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับงานแคนตันแฟร์เป็นที่เรียบร้อย

Maggie Pu รองผู้อำนวยการทั่วไปสำนักกิจการต่างประเทศของงานแคนตันแฟร์ เปิดเผยว่า ทางหน่วยงานได้ส่งทีมงานกว่า 100 ทีม ไปยังกว่า 50 ประเทศตามแนวเส้นทางสายไหม นับตั้งแต่ปี 2539 ที่ได้ส่งทีมงานไปยังมาเลเซียและคูเวตเป็นครั้งแรก

"เราจะเดินหน้าแสวงหาประโยชน์ร่วมกันเพื่อเติบโตไปพร้อมๆกัน ผ่านการหารือและสร้างความร่วมมือกับบริษัทจากประเทศตามแนวเส้นทางสายไหม รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วโลก เพื่อพัฒนาเส้นทางสายไหมยุคใหม่ต่อไป"

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.cantonfair.org.cn/en/index.aspx

เกี่ยวกับงานแคนตันแฟร์

งานแสดงสินค้านำเข้าและส่งออกของจีน หรืองานแคนตันแฟร์ จัดขึ้นปีละ 2 ครั้งในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ณ นครกว่างโจว งานนี้ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 2500 จึงเป็นงานแสดงสินค้าที่มีประวัติยาวนานที่สุด มีระดับที่สุด ขนาดใหญ่ที่สุด และมีจำนวนสินค้ามากที่สุด นอกจากนั้นยังมีผู้ซื้อจากนานาประเทศมากที่สุด และมีมูลค่าการทำธุรกิจสูงสุดในประเทศจีน

รูปภาพ - https://photos.prnasia.com/prnh/20170615/1877034-1

Comment

Comment:

Tweet